เด็กเมืองมีแนวโน้มที่มีอาการแพ้อาหารมากกว่าเด็กชนบท

บทความนี้เป็นประโยชน์สำหรับท่านมากน้อยแค่ไหน : 
No votes yet

 

ที่มา: Science daily  7 มิถุนายน 2555

งานวิจัยนี้ตามการศึกษาล่าสุด พบว่า เด็กในประเทศสหรัฐฯ ที่อาศัยอยู่ในใจกลางเมืองมีโอกาสแพ้อาหารมากกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตชนบท
เครดิต: ©Shmel/Fotolia
 
ปัญจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการแพ้อาหาร คือ ความหนาแน่น ของประชากร
 
จากผลการศึกษาพบว่า เด็กที่อาศัยอยู่ในย่านใจกลาง เมืองมีสัดส่วนจำนวนผู้ที่แพ้อาหารสูงกว่าเด็กที่อาศัยอยู่ในชนบท  ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้มีการจัดทำแผนที่สำหรับเด็กที่แพ้อาหารตามภูมิศาสตร์ในประเทศสหรัฐอเมริกา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ เปรียบเทียบสัดส่วนจำนวนเด็กที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ มีโอกาสแพ้ถั่วลิสงและสัตว์น้ำที่มีเปลือก (shellfish) เช่น หอย กุ้ง และปู มากกว่าเด็กที่อยู่ในชนบทถึงสองเท่า
 
การศึกษานี้ได้รับการเผยแพร่อยู่ในนิตยสาร Clinical Pediatrics เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
 
Ruchi Gupta ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขากุมารแพทย์ ที่ Northwestern University Feinberg School of Medicine และเป็นอายุรแพทย์ ที่ Ann & Robert H. Lurie Children’s Hospital of Chicago กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาพบว่า ความหนาแน่นของประชากรมีความสัมพันธ์กันกับการแพ้อาการในเด็ก  แสดงให้เห็นว่าอิทธิพลสิ่งจากแวดล้อมมีผลต่อการ- พัฒนาการแพ้อาหาร ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับ โรคหืดหอบ ที่ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า สารอะไรบ้างที่อยู่ใน สิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวเหนี่ยวนำให้เกิดอาการแพ้เหล่านี้ขึ้น  ซึ่งการเข้าใจถึงปัจจัยเหนี่ยวนำที่เกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้นจะช่วยความพยายามในการป้องกันอาการแพ้เหล่านั้นง่ายยิ่งขึ้น
 
Gupta เป็นนักวิจัยที่ Institute for Healthcare Studies ที่ Feinberg School กล่าวถึงงานวิจัยของเธอใน อนาคตว่าจะพยายามมุ่งเน้นเพื่อหาสาเหตุของอาหารแพ้ที่เกิดขึ้นจากการเหนี่ยวนำทางสิ่งแวดล้อม
 
การวิจัยนี้ ได้ศึกษาเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน ทั้งสิ้น 38,465 คน ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ และได้จัดทำแผนที่ เด็กที่แพ้อาหารตามรหัสไปรษณีย์ที่เด็กคนนั้นๆ อาศัยอยู่ ดังนี้
 
  • เด็กเมืองมีอาการแพ้อาหารคิดเป็นร้อยละ 9.8  ส่วนเด็ก ชนบทมีอาการแพ้อาหารร้อยละ 6.2 ซึ่งแตกต่างกันถึงร้อยละ 3.6
     
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมืองมีร้อยละการแพ้ถั่วลิสง มากกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบทถึง 2 เท่า โดยคิดเป็นร้อยละ 2.8 สำหรับผู้ที่อาศัยในเมือง และร้อยละ 1.3 สำหรับผู้ที่อาศัย ในชนบท  นอกจากนี้ ผู้ที่อาศัยในเมืองมีร้อยละการแพ้ shellfish มากกว่าผู้ที่อาศัยในชนบทถึง 3 เท่า  โดยคิดเป็นร้อยละ 2.4 สำหรับผู้ที่อาศัยในเมือง และร้อยละ 0.8 สำหรับผู้ที่อาศัย ในชนบท
     
  • จากการศึกษาพบว่า ความรุนแรงของอาการแพ้อาหาร ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่เด็กนั้นอาศัยอยู่  และเกือบร้อยละ 40 ของ เด็กที่มีอาการแพ้อาหารทั้งหมด  เคยมีประสบการณ์การแพ้ อาหารอย่างรุนแรงมาแล้ว 
     
  • มลรัฐที่มีสัดส่วนผู้ที่มีอาการแพ้อาหารสูงสุดก็คือ มลรัฐเนวาดา ฟลอริดา จอร์เจีย อลาสกา นิวเจอร์ซีย์ เดลาแวร์ แมรี่แลนด์ และวอชิงตัน ดี ซี
 
การศึกษานี้ได้กำหนดตัวควบคุมไว้ คือ รายได้ต่อ ครัวเรือน เชื้อสาย เชื้อชาติ เพศ และอายุ  และทำการติดตาม สัดส่วนผู้ที่มีอาการแพ้ในพื้นที่ชุมชนเมือง ชานเมือง เมืองเล็กๆ และชนบท

 

ตามการวิจัยของ Gupta ในปี พ.ศ. 2554  พบว่า อาการแพ้อาหารนั้นมีความรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ และเป็นปัญหาที่ กำลังบั่นทอนสุขภาพของประชาชนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ในประเทศ สหรัฐฯ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ประมาณ 5.9 ล้านคน หรือ เด็กทุกๆ 1 ใน 13 คน จะมีอาการแพ้อาหาร   อาการแพ้อาหาร เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เนื่องจากการปฏิกริยาการแพ้อาหาร ที่รุนแรง ทำให้ความดันโลหิตลดลง การหายใจลำบาก และ อาการคอบวม  ตามรายงานการศึกษาที่เผยแพร่ใน Journal of Allergy and Clinical Immunology เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 พบว่า ในประเทศสหรัฐฯ มีผู้ที่มีอาการแพ้อาหารอย่างรุนแรงถูกนำส่งไปยังห้องฉุกเฉินทุกๆ 3 นาที
 
การวิจัยที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนจำนวนผู้ป่วย โรคหืดหอบ (Asthma)  โรคแพ้ผื่นคัน (eczema)  โรคจมูกอักเสบ จากอาการแพ้ (allergic rhinitis) และโรคเยื่อบุตาอักเสบจาก อาการแพ้ (allergic conjunctivitis) ของผู้ที่อาศัยในเมือง เปรียบเทียบกับผู้ที่อาศัยในชนบทเพิ่มขึ้น  สมมติฐานหนึ่งก็คือ การได้รับสารชนิดหนึ่งที่ผลิตขึ้นจากแบคที่เรียที่อยู่ในชนบท ตั้งแต่วัย เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วย ป้องกันความไวในการรับรู้ที่มีต่อสารก่อภูมิแพ้ หรือการกระตุ้น จากมลภาวะต่างๆ ในชุมชนเมืองเหนี่ยวนำให้เกิดการพัฒนา การแพ้ขึ้น
 
Food Allergy Initiative (FAI) เป็นโครงการที่ไม่ แสวงหาผลกำไรก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2541 จากความกังวลของ ผู้ปกครองที่มีต่อบุตรหลาน และเป็นแหล่งเงินทุนที่ใหญ่ที่สุดใน โลกสำหรับการวิจัยการแพ้อาหาร ที่ได้จัดหาเงินทุนสนับสนุน 
 
Mary Jane Marcisotto กรรมการบริหาร Food Allergy Initiative กล่าวว่า Dr. Gupta กำลังทำงานวิจัยที่มีต่อ ความหนาแน่นของผู้ที่มีอาการแพ้อาหารระหว่างเด็กในประเทศสหรัฐฯ ที่ช่วยให้ข้อมูลที่สำคัญกับคณะวิจัยที่ให้ความสนใจกับ ปัญหาสุขภาพของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้นจากการแพ้อาหาร  นอกจากนี้ Marcisotto ยังกล่าวเสริมว่า พวกเขามีความมุ่งมั่น ในการหาวิธีรักษาโรคภูมิแพ้อาหาร  และการศึกษานี้ได้เพิ่ม ความเข้าใจเพิ่มเกี่ยวกับสาเหตุของการแพ้อาหารอีกด้วย