นวัตกรรมอเมริกา: เต็มไปด้วยความคิดแต่ไม่ทำเงิน

นิตยสาร the Economist ได้ลงบทวิจารณ์สถานการณ์การพัฒนา นวัตกรรมของประเทศสหรัฐฯ ไว้อย่างน่าสนใจว่า ขณะที่สภาพเศรษฐกิจของโลก กำลังฟื้นตัวแต่สภาพเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐฯ ยังคงชงักงันและยัง เผชิญกับการถดถอยทางเศรษฐกิจ การว่างงาน ราคานํ้ามันพุ่งสูง Gallup Poll ได้มีการสำรวจทัศนคติของคนอเมริกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่า ใครเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งส่วนใหญ่ตอบว่าคือ ประเทศจีน ในเวลาเดียวกัน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้ออกมายํ้าว่า สหรัฐฯ อยู่ในช่วงสปุตนิก1(Sputnik) และต้องมีการแข่งขันเพื่อสร้างงานและ อุตสาหกรรม โดยเน้นการพัฒนาการวิจัย การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน แต่ได้มีผู้ให้ข้อสังเกตว่า ประเทศสหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในมุมที่เสียเปรียบจาก คู่แข่งขันที่ฉลาดกว่า การคิดว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ที่มีนวัตกรรมมากกว่าเป็นสิ่ง ผิดพลาด เหตุผลประการแรกคือ การสร้างความสามารถในการแข่งขัน เป็นแนวคิดที่ทำให้ประเทศต่างๆ คิดในทางที่ผิด คล้ายกับทีมฟุตบอลจะ ชนะก็ต่อเมื่อมีอีกทีมหนึ่งพ่ายแพ้ แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ หนึ่งๆ ไม่ได้หมายถึงการหักส่วนลบออกจากอีกประเทศหนึ่ง ประการที่ สอง ความสามารถของประเทศสหรัฐฯ ในการพัฒนานวัตกรรมและเพิ่ม ผลิตภาพยังคงมีอยู่มาก แต่ปัญหาคือผลที่จะได้รับจากนวัตกรรมและ ผลิตภาพเริ่มลดน้อยลงเนื่องจากค่าแรงขั้นกลางของคนงานยังคงชงักงัน
ในทศวรรษที่ผ่านมา ผลิตภาพของสหรัฐฯ เริ่มถดถอย โดยเห็นได้จากมีการจ่ายค่าตอบแทนในสาขาเทคโนโลยีสาร- สนเทศค่อนข้างตํ่า แต่เพิ่งมากระเตื้องในปีที่ผ่านมาร้อยละ 3.9 เนื่องจากมีผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น แต่ผลการเติบโตของ ผลิตภาพในระยะยาวก็มีไม่มากนัก เพราะต้องขึ้นกับผลของการลงทุนทางการเงิน การสร้างทุนมนุษย์ และการพัฒนานวัตกรรม ด้วย และในช่วงเศรษฐกิจถดถอย การลงทุนในอุปกรณ์ต่างๆ ในภาคธุรกิจ ที่เคยลดลงได้เพิ่มขึ้นจำนวนร้อยละ 17 ในไตรมาส ที่สามของปีค.ศ. 2010 แต่ปัญหาเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ยังเป็นข้อท้าทายสำคัญ ทั้งที่สหรัฐฯ เคยเป็นผู้นำของโลกในด้านการ ศึกษา แต่ปัจจุบันกลับมีประเทศอื่นๆไล่ตามได้ทัน ซึ่งในเรื่องนี้ Dale Jorgenson นักเศรษฐศาสตร์ของ Harvard University คาดไว้ว่า การเติบโตด้านผลิตภาพทั้งหมดของประเทศสหรัฐฯ จะอยู่ที่ร้อยละ 15 ในศตวรรษหน้า โดยลดลงร้อยละ 2 จากสองปีที่ผ่านมา
ปัญหาเรื่องนวัตกรรมยังเป็นเรื่องที่ประธานาธิบดีโอบามาวิตกกังวลว่า จะผลักดันให้มีความก้าวหน้าในการพัฒนาด้าน พลังงาน การคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศได้ที่ใดบ้าง ที่ปรึกษาของเขาแสดงความกังวลว่าการวิจัยและพัฒนาในหน่วยงาน ภาครัฐได้ลดฮวบลงตั้งแต่ยุคสปุตนิก แต่ภาพรวมยังดูดีเพราะมีงาน R&D ของภาคเอกชนเข้ามาสมทบ ในปี ค.ศ. 2008 มีการทำ R&D จำนวนร้อยละ 2.8 ของ GDP ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณสูงสุดในอดีต การยื่นขอจดสิทธิบัตรของสหรัฐฯ เริ่มน้อยลงในช่วง เศรษฐกิจตกตํ่า จากที่มีจำนวนมากกว่าถึงสองเท่าในสิบปีที่ผ่านมา
ประธานของ Information Technology and Innovation Foundation ซึ่งเป็นหน่วยงาน think-tank ของประเทศสหรัฐฯ ได้ยอมรับว่าประเทศสหรัฐฯ มีการเริ่มต้นที่ดี แต่ประเทศอื่นๆ เริ่มตามทันเนื่องจากมีปริมาณการเติบโตด้าน R&D นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกร ที่เท่าทันหรือแซงหน้าไปแล้ว เช่น ประเทศจีนมีการทำ R&D ตามสัดส่วนของ GDP มากกว่าถึงสองเท่า ทั้งที่ในปี ค.ศ. 2000 ประเทศสหรัฐฯ ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรมากกว่าประเทศจีนถึงหกเท่า แต่ในปี ค.ศ. 2009 ประเทศจีนกลับลํ้าหน้าสหรัฐฯ ไปแล้ว ทั้งที่ปัจจุบันบริษัทอเมริกันได้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้าน R&D เพิ่มมากขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากแรงกดดันของ รัฐบาลท้องถิ่นและเพื่อตอบสนองลูกค้า ดังเช่น General Electrics-GE ได้สร้างศูนย์วิจัยในประเทศจีน ประเทศอินเดียและ ประเทศเยอรมัน ทั้งยังประกาศว่าจะสร้างในประเทศบราซิลด้วย GE มีแผนจะสร้างศูนย์วิจัยสองแห่งในสหรัฐฯ โดยศูนย์หนึ่งจะอยู่ เหนือนิวยอร์ค และได้บอกว่า GE ได้บรรจุนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยในประเทศต่างๆ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน เช่น การสร้างเครื่อง MRI ที่ใช้ระบบอัตโนมัติน้อยลงสำหรับโรงพยาบาลท้องถิ่นในประเทศจีน เป็นต้น
Adam Segal ผู้เขียนหนังสือชื่อ Advantage: How American Innovation Can Overcome the Asian Challenge ระบุว่า การคุกคามจากประเทศในเอเชียที่มีต่อความเป็นผู้นำทางนวัตกรรมของสหรัฐฯ อาจเป็นคำพูดที่เกินจริง แม้ว่าผลลัพธ์จากการวิจัยของ ประเทศจีนจะมีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ทว่ายังมีคุณภาพตํ่า หรือยังอาศัยการลอกเลียนแบบ การที่บริษัทจีนสามารถคว้า ส่วนแบ่งการตลาดของแผงพลังงานแสงอาทิตย์ได้เนื่องจากมีค่าแรงงานการผลิตตํ่า แต่ไม่มีความก้าวหน้าระดับสูงในเทคโนโลยีใดๆ และการลงทุนด้าน R&D ในประเทศอินเดียก็ยังคงมีปริมาณไม่มาก
ปัญหาที่แท้จริงของสหรัฐฯ ไม่ใช่การไร้ความสามารถด้านนวัตกรรม หากแต่อยู่ที่การแสวงหาผลประโยชน์จากนวัตกรรม ทำได้น้อยมาก Michael Spence และ Sandile Hlatshwaya, New York University ชี้ให้เห็นภาพ โดยแบ่งประเภทงานออกเป็น ภาคการค้าและภาคที่ไม่ใช่การค้า ภาคการค้าหมายรวมถึงการผลิตทางอุตสาหกรรม โภคภัณฑ์ และบริการ เช่น การเงิน และ วิศวกรรมที่ต้องแข่งขันในระดับโลก และพบว่ามูลค่าเพิ่ม (value-added) ระดับบุคคลในฐานะตัวแทนผลิตภาพได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นสูง แต่ปริมาณการจ้างงานกลับลดลงระหว่างปี ค.ศ. 1988 และ 2008 ในทางกลับกันในภาคบริการที่ไม่ใช่การค้า เช่น ภาครัฐ และ สาธารณสุข มูลค่าเพิ่มแท้จริงมีจำนวนเพิ่มขึ้นค่อนข้างช้า แต่การจ้างงานกลับขยายตัวมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าบริษัทข้ามชาติ อเมริกันจะรักษากิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มไว้ในประเทศ และย้ายกิจกรรมการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มตํ่าไปยังต่างประเทศ
บริษัท Qualcomm ซึ่งเป็นนักพัฒนา chip และเทคโนโลยีของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งตั้งอยู่ที่ San Dieago มีรายได้ร้อยละ 40 จากการขายสิทธิเทคโนโลยี (licensing และ royalty) ในเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในประเทศสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมาได้ใช้งบประมาณ ร้อยละ 20 จากรายได้ทั้งหมดเพื่อ การทำ R&D พัฒนา Mirasol ซึ่งเป็นโทรศัพท์ประหยัดพลังงานและสามารถอ่านง่าย (display) ได้บ่นถึงอัตราการเสียภาษีของบริษัทและความลำบากในการได้รับวีซ่าสำหรับวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ที่ว่าจ้างมาจากต่างประเทศ และยํ้าว่าประเทศสหรัฐฯ คงจะไม่เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมต่อไปแล้ว บริษัทได้เข้าไปรับสมัครผู้สำเร็จการศึกษาที่มีความคิดดีๆ โดยตั้งเป็นบริษัท start-up แต่บริษัทไม่มีโรงงานผลิตเป็นของตัวเองทำให้ Mirasol ในส่วน display ต้องไปผลิตในประเทศไต้หวัน ซึ่งมีทักษะ อุปกรณ์และขนาดการผลิตที่ดี การค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงข้อขัดแย้งของผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐฯ การเพิ่ม ค่าใช้จ่าย R&D และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกที่มาจากต่างประเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนา นวัตกรรมและความสำเร็จของบริษัท แต่ไม่ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น นักวิจัยข้างต้นมีความเห็นว่า รัฐบาลควรให้สิ่งจูงใจแก่ภาค การผลิตในสาขายุทธศาสตร์มากกว่า แต่นโยบายต่างๆที่ผ่านมากลับสร้างผลงานที่ไม่เด่นชัด และนักการเมืองก็ไม่มีอารมณ์จะสนใจ นโยบายของโอบามาด้วย
ที่มา: the Economist, April 30th 2011
|