รายงานของสภาที่ปรึกษาประธานาธิบดีด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระบุว่า แม้ว่าประเทศสหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้นำของโลกด้านนาโนเทคโนโลยี แต่ทว่า สถานภาพปัจจุบันกำลังถูกสั่นคลอนจากประเทศคู่แข่ง คือ จีน เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป รายงานฉบับนี้ได้เสนอแนะให้มีการปรับเปลี่ยนแผนงานระหว่างหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีที่ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐบาล รวมถึงแผนงาน National Nanotechnology Initiative (NNI) เพื่อทำให้ประเทศสหรัฐฯ ยังคงรักษาสถานภาพที่เหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในทศวรรษหน้าได้
ข้อแนะจากรายงานดังกล่าวระบุให้มีการเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมนาโนและการผลิต ผลิตภัณฑ์นาโนเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์นาโนเทคที่ทันสมัยและสามารถเข้าสู่ตลาด มีการเพิ่มจำนวนการจ้างงานผู้ที่มีความเชี่ยวชาญนับตั้งแต่การวิจัยด้าน nanofabrication สิ่งแวดล้อม สุขอนามัย จนถึงการวิจัยด้านความปลอดภัย (environmental, health, and safety-EHS research) รายงานยังได้จัดลำดับความสำคัญของสาขาการลงทุนซึ่งจะมีผู้เกี่ยวข้องแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวรัฐบาลเอง ซึ่งเน้นในเรื่องการกฎหมายในรัฐสภา รับผิดชอบการพัฒนาอุตสาหกรรมนาโนเทคโนโลยี (โดยได้จัดการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและหน่วยงานด้านกำกับดูแล จำนวนสองวันในวอชิงตัน ดี ซี และการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อค้นหาปัญหาในการวิจัยด้าน EHS)
National Nanotechnology Initiative (NNI) เป็นแผนงานที่ริเริ่มขึ้นในปี 2001 โดยมีหน่วยงานเข้าร่วม 8 หน่วยงาน โดยใช้งบประมาณจำนวน 464 ล้านเหรียญฯ ต่อปี ปัจจุบันมีหน่วยงานในแผนงานจำนวน 25 หน่วยงาน โดยมี 14 หน่วยงานที่ทำหน้าที่ให้การสนับสนุนด้านการเงิน (ซึ่งในปี 2011 ได้ขอตั้งงบประมาณไว้ 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ในทศวรรษที่ผ่านมา พบว่า NNI ได้ใช้งบประมาณไป 12 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีซึ “มีผลกระทบและเป็นปัจจัยเร่งสูง” ต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมนาโน และทำให้ประเทศสหรัฐฯ สามารถครองตำแหน่งผู้นำในด้านนี้ไว้ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2006 ได้พบว่า ประเทศสหรัฐฯ ได้ล้าหลังประเทศในเอเชีย และ EU โดยเฉพาะการสนับสนุนทางการเงินในด้านการวิจัยและพัฒนา ประธานคณะทำงานของสภาที่ปรึกษาประธานาธิบดีด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและรองประธานของ National Academy of Engineering เชื่อว่า การลงทุนล่วงหน้าในด้านนาโนเทคโนโลยีเช่นนี้จะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ด้านสุขอนามัย อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน การป้องกันประเทศ และด้านอื่นๆ โดยต้องเน้นการสนับสนุนอุตสาหกรรม นาโนเชิงยุทธศาสตร์
รายงานฉบับดังกล่าวแนะนำให้รัฐบาลลงทุนในอุตสาหกรรมนาโนร้อยละ100 ในอีกห้าปีข้างหน้า ซึ่งมีผลให้รัฐบาลได้เสนอให้เพิ่มงบประมาณแก่ NNI อีกร้อยละ 58 ในปีงบประมาณ 2011 ในด้านความเสี่ยงของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รายงานนี้แนะนำให้มีการจำแนกความเสี่ยงของนาโนเทคโนโลยีและพัฒนาแผนการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ข้ามหน่วยงาน เพื่อสร้างฐานความรู้แก่การวิจัยสาขา EHS โดยเชื่อว่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณะ รวมถึงปูทางการตลาดที่ชัดเจนให้บริษัทและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
รายงานยังให้ข้อแนะนำที่สำคัญแก่รัฐสภาและคณะผู้บริหารของประธานาธิบดีโอบามา โดยเสนอให้สนับสนุนนักวิจัยต่างชาติที่มีความสามารถและได้รับปริญญาโท -เอกด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ โดยการให้สถาน ภาพการพำนักในสหรัฐฯ อย่างถาวรและจ้างงานในประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากการขาดแคลนกำลังคนด้านนาโนเทคโนโลยีและหนึ่งในสามของนักวิจัยต่างประเทศที่มาศึกษาอบรมด้านนาโนเทคโนโลยีในประเทศสหรัฐฯ มักจะกลับไปประเทศของตน
รายงานยังแนะนำให้สนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างสมาชิกของพันธมิตรธุรกิจด้านนาโน สมาคมผู้ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมนาโนที่มุ่งผลักดันนาโนเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ดี ทางภาคเอกชนยังเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศสหรัฐฯ ปรับปรุงกฎหมายในการสนับสนุนการวิจัยพื้นฐาน การอนุญาตให้คนต่างชาติที่ถือวีซ่า H-1B มาทำงานในอุตสาหกรรมนาโนในประเทศสหรัฐฯ ปรับปรุงการเข้าถึงแหล่งทุนการพัฒนาการวิจัยและพัฒนานาโนเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ การฝึกอบรมช่างเทคนิคในอุตสาหกรรมนาโน เนื่องจากผู้สำเร็จปริญญาเอกด้านนาโนมักจะไม่ทำหน้าที่ควบคุมเครื่องจักรเอง
อย่างไรก็ดี ผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมได้แสดงความผิดหวังในเรื่องกฎระเบียบของประเทศสหรัฐฯ ที่ยังไม่เป็นระบบในปัจจุบัน โดยที่หลายหน่วยงานภายใต้องค์กรเดียวกันทำหน้าที่ควบคุมดูแลด้านนาโนเทคโนโลยี แต่ทว่า ต่างคนต่างทำงานโดยไม่รู้ซึ่งกันและกันเลยว่าใครทำอะไรบ้าง อาทิ The Environmental Protection Agency ทำหน้าที่ควบคุมดูแลนาโนเทคโนโลยีด้วยกฎหมายสองฉบับที่แตกต่างกัน ซึ่งบริหารจัดการโดยหน่วยงานในสังกัดสองหน่วยที่แตกต่างกัน ทำให้มีปัญหาในการจัดการผลิตภัณฑ์นาโนที่มีวัสดุที่แตกต่างกัน และตัวอย่างที่คล้ายกันในหน่วยงาน Foods & Drug Administration (FDA) ซึ่งมีหน่วยงานภายใต้ FDA ทำหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบดูแลวัตถุระดับนาโนหลายหน่วยงาน เช่น อาหาร เครื่องสำอางค์ ยารักษาโรค ผู้แทนภาคอุตสาหกรรมต้องการให้หน่วยงานเหล่านั้นรวมกันจัดการด้านนาโนเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเป็นการยากในการหาทางออกในปัจจุบัน ที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบจะบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะหลากหลายหน้าที่ (multifunctional products) ได้ เช่น นาโนเทคโนโลยีเพื่อ imaging และ therapeutics ที่รวดเร็วและมีพลังงานสูง
ที่ผ่านมายังพบว่า แม้ว่ารัฐบาลประเทศสหรัฐฯ ได้ลงทุนในแผนงานวิจัยด้าน EHS เพิ่มขึ้น แต่ปัญหาเรื่องช่องว่างทางความรู้ยังมีมาก ดังนั้น National Nanotechnology Initiative (NNI) จึงเน้นการจัด workshop ด้าน exposure assessment, environment impact, human healthcare effects (ซึ่งเน้นการตรวจสอบความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรวิทยา และวิธีการวิเคราะห์) รวมทั้งเรื่องการวิธีการจัดการความเสี่ยง จริยธรรม นัยสำคัญทางสังคมและกฎหมายของนาโนเทคโนโลยี และ NNI ยังใช้ความรู้ที่รวบรวมขึ้นจัดทำแผนกลยุทธ์สำหรับการวิจัยของ EHS ในปี2008 โดยเน้นบทบาทผู้มีส่วนร่วม กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตวัสดุนาโน และหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม และกำลังจะปรับแผนกลยุทธ์ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงปัญหาในวงการนาโน เช่น ยังไม่มีการจำแนกลักษณะของวัสดุนาโนที่ใช้ในการศึกษาเรื่อง toxicology และความต้องการรูปแบบการทำนายความเป็น toxicity ของวัสดุนาโน การออกแบบวัสดุนาโนที่มีความเป็นพิษน้อยลง nanoscale titanium dioxide เป็นต้น
ที่มา: C&EN, April 12, 2010 |